วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สรุป พร้อมแบบฝึกหัดบทที่ 5



สรุปบทที่ 5

          ความหมายของอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Networks) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึงกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อ สื่อสารด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครือข่ายขึ้นไปที่เชื่อมต่อกัน จะเรียกว่า Internetwork หรือ Internet
          ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์แต่ละระบบส่วนใหญ่จะแยกทำงานกันโดยอิสระ มีเพียงระบบ คอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ใกล้กันเท่านั้นที่สามารถสื่อสารกันด้วยความเร็วต่างจากปัญหาและอุปสรรค ในการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และความต้องการในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน จึงทำให้เกิดโครงการอาร์พาเน็ต (APPANET)


          อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ประเทศไทยได้ติดต่อกับอินเทอร์เน็ตในลักษณะการใช้บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Email) โดยในปี พ.ศ.2530 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และสถาบันเทคโนโลยี แห่งเอเชีย (Asian Institute Of Techonlogy หรือ AIT) ได้ติดต่อขอใช้บริการจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ในปี พ.ศ.2530 โดยความร่วมมือระหว่างไทยและ ออสเตรเลีย ตามโครงการ IDP ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้จัดตั้งเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายยูยูเน็ต ในปีเดียวกัน ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติได้จัดตั้งเครือข่ายไทยสาร               ซึ่งต่อมาได้ต่อ เครือข่ายของยูยูเน็ต และในปัจจุบันไทยสารได้เชื่อมโยงกับสถาบันต่างๆ ในปี พ.ศ. 2537 การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชนเปิดบริการอินเทอร์เน็ตให้แก่บุคคลและผู้สนใจ ทั่วไปได้สมัครเป็นสมาชิก ที่เรียกกันว่า ไอเอสพี
          

          การแทนชื่อที่อยู่ของอินเทอร์เน็ต (Internet Address) เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อินเทอร์เน็ตจะติดต่อกันโดยใช้มาตรฐานการเสื่อสาร หรือ โปรโตคอลที่ซีพี/ไอพี (Transmission Control Protocol/Internet Protocol หรือ TCP/IP) เช่นเดียวกับการส่งจดหมายทางไปรษณีย์ เมื่อจะส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์จ าเป็นที่จะต้องมีหมายเล็กประจ าตัว เรียกว่า IP Address ซึ่งประกอบด้วย ชุดของตัวเลข 4 ชุด ขนาด 8 บิตเท่ากันทุกชุดรวมกันเป็นหมายเลข IP ขนาด 32 บิต เรียกว่า ไอดี วี 4 หรือ IPversion 4


          การเชื่อมต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานของรัฐและสถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชนจะให้บริการแก่ผู้ใช้ โดยเฉพาะ บุคลากรหน่วยงานนั้น ๆ นอกจากหน่วยงานดังกล่าว แล้ว ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ได้มี 2 วิธี คือ การเชื่อมต่อโดยตรง
          1. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง (Direct Internet Access) การเชื่อต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง ผู้ใช้จะต้องมีคอมพิวเตอร์เครือข่ายที่เชื่อมต่อกับ โครงข่ายหลักหรือแบ็กโบน (Backbone) โดยต้องมีอุปกรณ์ที่ท าหน้าที่เป็นเกตเวย์ (Gateway) ในการเชื่อมต่อ ซึ่งได้แก่เราเตอร์ (Router) โดยปกติแล้วการเชื่อมต่อในลักษณะนี้มักเป็น องค์การของรัฐ สถานบันการศึกษาที่อนุญาตให้หน่วยงานอื่นใช้เครือข่าวร่วมกัน
          2. การเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์และโมเด็ม (Dial-up Access) การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตประเภทนี้จะใช้สายโทรศัพท์ (Telephone Line) ที่ใช้กันตาม บ้านหรือที่ท างานทั่วไป โดยจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครือข่ายโดยใช้ อุปกรณ์แปลงสัญญาณที่เรียกว่า โมเด็ม (Modulator/DEModulator หรือ MODEM) เมื่อ เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครือข่ายที่ให้บริการ เช่น ISP แล้ว คอมพิวเตอร์ เครื่องนั้นก็จะสามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตเสมือนกับการต่อเชื่อมโดยตรง
          
          เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web หรือ WWW) 


          ในช่วงแรกๆ การบริการข้อูลข่าวสารจะส่งถึงกัน บนโปโตคอล Telnet และจะใช้ FTP (File Transfer Protocol) เพื่อการแลกเปลี่ยนส่งไฟล์ ต่อมาได้พัฒนา โปรแกรมเพื่อให้อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ ผู้ใช้สามารถสร้างเอกสารบนอินเทร์เน็ตที่เรียกว่า เว็บเพจ (Web Pages) ที่สามารถเชื่อมโยง (Link) ไปยังเอกสารที่ เกี่ยวข้องกันได้ การเชื่อมโยงเอกสารนี้เรียกว่า (Hyperlinks) และเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า World Wide Web (WWW) หรือ W3 หรือ Web
          
          โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Web Browser) 

          โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ บางครั้งก็เรียกสั้น ๆ ว่าเบราเซอร์ ซึ่งก็คือโปรแกรมที่ใช้ แสดงข้อมูลของเว็บเพจ โปรแกรมเว็บเบราเซอร์แรกเป็นโปรแกรมที่สั่งโดยใช้ข้อความ และ แสดงผลในรูปของข้อความเท่านั้น ต่อมาได้สร้างโปรแกรมรูปแบบกราฟิก เป็นโปรแกรมที่ สามารถแสดงเอกสารที่อยู่ในลักษณะของข้อความและภาพกราฟิกการติดต่อกับผู้ใช้อยู่ใน ลักษณะของ GUI (Graphical User Interface) ท าให้การใช้งานและแสดงข้อมูลบน อินเทอร์เน็ตสะดวกง่าย และดึงดูดใจผู้ใช

           การบริการต่างๆบนอินเตอร์เน็ต

1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) 
2. การสนทนาออนไลน์ (Online Chat) 
3. เทลเน็ต (Telnet) 
4. การขนถ่ายไฟล์ (File Transfer Protocol)

          การค้นหาข้อมูลโดยใช้เว็บเบราเซอร์ 


เทคนิคในการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต 
1. วางแผนการหาข้อมูลที่ต้องการ 
2. ใช้เครื่องมือค้นหาเว็บไซต์แบบสารระบบ 
3. ถ้าเครื่องมือค้นหาแบบเดียวให้ผลไม่สมบูรณ์ ให้ใช้ เครื่องมือค้นหาอื่น ๆ ด้วย 
4. ระบุคำนามเพื่อการค้นหาให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุด 
5. ให้แก้ไขคำหลัก (Keywords) ด้วยเครื่องหมาย + (รวม) และ – (ไม่รวม)
6. การค้นหาวลี 
7. ใช้เครื่องหมาย * ช่วยในการค้นหา เช่น retriev* 
8. พิมพ์คำค้นหาเป็นภาษาอังกฤษพิมพ์เล็ก 
9. ให้ใส่หัวเรื่องหลักไว้ในส่วนต้นของการค้นหา 
10. ให้ป้อนคำค้นหาข้อมูลส่วนที่สนใจให้ได้คำตอบเพียงไม่กี่ข้อ

          อินทราเน็ต (Intranets) และเอ็กซ์ทราเน็ต (Extranets)

     • อินทราเน็ต เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ภายในองค์การมีลักษณะคล้ายกับอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตจะใช้เบราเซอร์ เว็บไซต์ และเว็บเพจเช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ตที่ใช้บริการแบบ สาธารณะ 
     • เอ็กซ์ทราเน็ต เป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ภายนอก ซึ่ง องค์การจำนวนมากได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเพื่อการติดต่อระหว่างผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่วย และลูกค้าในการทำธุรกรรมและการดูรายการสินค้าเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

          พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) 


พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือการทำธุรกรรมทุกรูปแบบ (การซื้อขายสินค้า บริการ การชำระเงิน การโฆษณา และการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

          ประเภทของธุรกิจ
1. ธุรกิจแบบบริคและมอร์ต้า (Brick-and-Mortar Business) เป็นธุรกิจแบบดั้งเดิมที่มีสถานที่จำหน่าย เช่น ร้านค้า แต่จะไม่มีการทำธุกิจอิเล็กทรอนิกส์ 
2. ธุรกิจแบบคลิกและมอร์ต้า (Click-and Mortar Business) เป็นธุรกิจที่มีร้านค้า แบบบริคและมอร์ต้ารวมทั้งร้านค้าออนไลน์ที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจปกติ 
3. ธุรกิจแบบคลิกและคลิก (Click-and Click Business) เป็นธุรกิจที่ไม่มีสถานที่หรือ ร้านค้าเพื่อการจำหน่ายสินค้า ผู้ซื้อไม่สามารถที่จะเดินทางไปเลือกซื้อสินค้าได้ เนื่องจาก ร้านค้ามีเฉพาะบนเว็บเท่านั้น เช่น amazon.com
          เราสามารถแบ่งประเภทของธุรกิจตามหมวดหมู่ของสินค้าและการให้บริการได้ ดังนี้
- ธุรกิจสื่อสาร 
- ธุรกิจโฆษณา 
- ธุรกิจการซื้อและจัดส่งสินค้า 
- ธุรกิจการศึกษาทางไกล 
- ธุรกิจฐานข้อมูลออนไลน์
- ธุรกิจการประมูลสินค้า 
- ธุรกิจการค้าอิเล็กทรอนิกส์ 
- ธุรกิจด้านการเงิน 
- ธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยว 
- ธุรกิจซื้อขายหุ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 

          รูปแบบของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 


1. ธุรกิจกับธุรกิจ(Business to Business) หรือ B-to-B หรือ B2B เป็นการทำธุรกรรมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มุ่งเน้นให้บริการกับลูกค้าที่เป็นองค์กรธุรกิจด้วยกันร
2. ธุรกิจกับลูกค้า(Business to Customer) หรือ B-to-C หรือ B2C เป็นการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ขายที่เป็นองค์การธุรกิจกับผู้ซื้อหรือลูกค้าแต่ละคน 
3. ธุรกิจกับภาครัฐ(Business to Goverment) หรือ B-to-G หรือ B2G เป็นการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจเอกชนกับภาครัฐ
4. ลูกค้ากับลูกค้า (Customer to Customer) หรือ C-to-C หรือ C2C เป็นการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน ซึ่งการแลกเปลี่ยนและซื้อ-ขายสินค้าอาจทำผ่านเว็บไซต์ 
5. ภาครัฐกับประชาชน(Goverment to Customer) หรือ G-to-C หรือ G2C กิจกรรมที่เกิดขึ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่เน้นการให้บริการกับประชาชนโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาล

          โครงสร้างของระบบภาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

1. หน้าร้าน(Srorefront) ใช้สำหรับแสดงข้อมูลสินค้าทั้งหมดของร้านค้า รวมถึง ระบบค้นหาข้อมูลสินค้า 2.ระบบตะกร้ารับคำสั่งซื้อ(Shopping Cart System) เป็นระบบที่ต่อเนื่องจากหน้า ร้าน เมื่อลูกค้าต้องการสั่งซื้อสินค้า โดยคลิกที่ข้อความ "สั่งซื้อ" หรือสัญลักษณ์รูปตะกร้าหรือ รถเข็นก็จะปรากฏรายการสินค้าที่ลูกค้าต้องการในหน้าตะกร้าพร้อมคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมด 
3.ระบบการชำระเงิน(Payment System) มีหลายรูปแบบ เช่น การโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคาร การชำระด้วยบัตรเครดิต
4.ระบบสมัครสมาชิก(Member System) เป็นการบันทึกข้อมูลลูกค้าที่ต้องการสมัคร เป็นสมาชิก และร้านค้ายังสามารถน าข้อมูลลูกค้าไปใช้ประโยชน์ในระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management :CRM) ได้อีกด้วย 
5.ระบบขนส่ง(Transportation System) เป็นระบบการจัดส่งสินค้าให้ถึงลูกค้าโดยต้องมีทางเลือกหลายทางให้กับลูกค้า 
6.ระบบติดตามคำสั่งซื้อ(Order Tracking System) โดยลูกค้าจะได้หมายเลขคำสั่งซื้อ(Order Number) หากลูกค้าต้องการทราบว่าสินค้าที่สั่งอยู่ในขั้นตอนไหน ก็สามารถใช้หมายเลขดังกล่าวเข้าไปตรวจสอบสถานะของสินค้าได้

          กระบวนการทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

1. การค้นหาข้อมูล 
2. การสั่งซื้อสินค้า
3. การชำระเงิน 
4. การส่งมอบสินค้า 
5. การให้บริการหลังการขาย

แบบฝึกหัดบทที่ 5

1. จงอธิบายความหมายของอินเทอร์เน็ต 

ตอบ  อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Networks) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึงกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อ สื่อสารด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครือข่ายขึ้นไปที่เชื่อมต่อกัน จะเรียกว่า Internetwork หรือ Internet

2. จงอธิบายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Direct Internet Access
ตอบ  การเชื่อต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง ผู้ใช้จะต้องมีคอมพิวเตอร์เครือข่ายที่เชื่อมต่อกับ โครงข่ายหลักหรือแบ็กโบน (Backbone) โดยต้องมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ (Gateway) ในการเชื่อมต่อ ซึ่งได้แก่เราเตอร์ (Router) โดยปกติแล้วการเชื่อมต่อในลักษณะนี้มักเป็น องค์การของรัฐ สถาบันการศึกษาที่อนุญาตให้หน่วยงานอื่นใช้เครือข่าวร่วมกัน

3. รูปแบบของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ   1. ธุรกิจกับธุรกิจ(Business to Business) หรือ B-to-B หรือ B2B เป็นการทำธุระกรรมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มุ่งเน้นให้บริการกับลูกค้าที่เป็นองค์กรธุรกิจด้วยกันร 
          2. ธุรกิจกับลูกค้า(Business to Customer) หรือ B-to-C หรือ B2C เป็นการทำธุระกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ขายที่เป็นองค์การธุรกิจกับผู้ซื้อหรือลูกค้าแต่ละคน 
          3. ธุรกิจกับภาครัฐ(Business to Goverment) หรือ B-to-G หรือ B2G เป็นการทำธุระกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจเอกชนกับภาครัฐ
         4. ลูกค้ากับลูกค้า (Customer to Customer) หรือ C-to-C หรือ C2C เป็นการทำธุระกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน ซึ่งการแลกเปลี่ยนและซื้อ-ขายสินค้าอาจทำผ่านเว็บไซต์ 
         5. ภาครัฐกับประชาชน(Goverment to Customer) หรือ G-to-C หรือ G2C กิจกรรมที่เกิดขึ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่เน้นการให้บริการกับประชาชนโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาล

4. จงอธิบายขั้นตอนกระบวนการทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส
ตอบ  

5. จงหาเว็บไซต์ขายของออนไลน์ มา 5 เว็บไซต์
ตอบ  



วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กรณีศึกษาร้านเกี๋ยวเตี๋ยว

ให้นักศึกษาทำกรณีศึกษาต่อไปนี้
(รายละเอียดศึกษาได้จากวารสาร Eworld ฉบับเดือนพฤษภาคม 2547)
คุณเอกชัย ฤชุทัศน์สกุล เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเกี๊ยวปลา ได้นำเทคโนโลยีพีดีเอมาใช้ในการขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งปัญหาขัรัี่องระบบการสั่งซื้อก๋วยเตี๋ยวแต่เดิม คือ ความผิดผลาดในรายละเอียดของก๋วยเตี๋ยวที่สั่ง เช่น ไม่ใส่ถั่วงอก ไม่ใส่กระเทียมเจียว ทำให้การสั่งอาหารเกิดความล่าช้า ลูกค้าต้องคอยนานซึ่งความผิดผลาดในลักษณะนี้อาจเกิดความไม่พอใจของลูกค้าได้ ดังนั้นคุณเอกชัย จึงนำเครื่องพีดีเอมาประยุกต์ใช้งานควบคุมกับโปรแกรมสั่งอาหาร ซึ่งมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเลขที่โต๊ะอาหาร หมวดของอาหาร ข้อมูลอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนข้อมูลผู้ใช้ เช่น รหัสผ่านและการกำหนดสิทธิ์ ภายในร้านก๋วยเตี๋ยวมีการติดตั้งแอกเซสพอยท์ (Access Point) เพื่อรับส่งข้อมูลการสั่งอาหารจากพ็อกเก็ตพีซี เพื่อไปปรับปรุงฐานข้อมูลระบบที่เซิร์ฟเวอร์ในสำนักงาน และจะมีการอัพเดทการสั่งอาหารไปยังห้องครัว พนักงานยังสามรถคิดค่าอาหารจากพ็อกเก็ตพีซี นอกจากนี้ระบบยังสามารถจัดทำรายงานเพื่อการบริหารจัดการต่างๆได้ เช่น รายงานยอดขาย รายงานสรุปรายการอาหารที่ขาย เป็นต้น

ประโยชน์ที่ได้จากการนำพีดีเอมาใช้ในธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวมีอะไรบ้าง
          -ได้พัฒนาการบริการโดยการนำเครื่อง PDA เข้ามาช่วยในการรับรายการอาหาร ทำให้การบริการรวดเร็วขึ้น ลูกค้าได้รับอาหารที่ถูกต้องแม่นยำ            -ทำให้ลูกค้ามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเพราะลูกค้าไม่ต้องใช้เวลาในการรออาหารนานเกินไป            - เมื่อลูกค้าเกิดความพึงพอใจในการบริการแล้ว พนักงานก็จะได้รับคำชมจากลูกค้า ทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกดีและอยากใช้บริการในโอกาสต่อไป

ท่านคิดว่ามีข้อจำกัดหรือปัญหาอะไรบ้างในการนำเทคโนโลยีพีดีเอมาใช้ในธุรกิจนี้
         
           - ข้อจำกัดในด้านของเงินทุน เนื่องจากเครื่องพีดีเอ มีราคาค่อนข้างสูง และจำเป็นที่จะต้องนำเครื่องคอมพิวเตอร์ มาใช้ในการรับ - ส่งข้อมูล จึงทำให้ธุรกิจต่างๆ ที่นำเครื่องใช้ชนิดนี้มาใช้ อาจมีเงินทุนที่ไม่เพียงพอ 

ธุรกิจใดบ้างที่สามารถนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ จงอธิบาย
         ร้านขายส้มตำ


          เพราะเป็นธุรกิจที่คล้ายคลึงกะธุรกิจก๋วยเตี๋ยว และมีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบความสำเร็จ และมีการรับลูกค้าที่สั่งอาหาร ทางเว็บไซต์ เพจ และเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเติร์ หรือเครื่่องเช็คบิลต่างๆ



วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561



สรุปบทที่ 2 การบริหารทรัพยากรคอมพิวเตอร์ 
ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์




วงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์
       
            มีขั้นตอนการทำงานพื้นฐาน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย การรับข้อมูล การประมวลผล การแสดงผล และการจัดเก็บข้อมูล หรือที่เรียกย่อๆ ว่า IPOS Cycle (Input Process Output Storage Cycle) 
          1. รับข้อมูล (Input) อุปกรณ์ที่ท าหน้าที่รับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น เมาส์ (Mouse) สแกนเนอร์ (Scanner) ไมโครโฟน (Microphone) และกล้องดิจิทัล (Digital Camera) เป็นต้น
          2. ประมวลผล (Process) เช่น การคำนวณ ภาษี คำนวณเกรดเฉลี่ย
          3. แสดงผล (Output) การที่ได้จากการประมวลผลไปยังหน่วยแสดงผล ซึ่งอุปกรณ์ได้แก่ จอภาพ ลำโพง เครื่องพิมพ์ 
          4. จัดเก็บข้อมูล (Storage) คือการจัดเก็บข้อมูลลงในอุปกรณ์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ แผ่นซีดีรอม
 
ประเภทของคอมพิวเตอร์



         1.ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เก็บเป็นห้อง มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด มีราคาสูงมาก การประมวลผลทำได้พันล้านคำสั่งต่อวินาที ปัจจุบันใช้กับงานออกแบบชิ้นส่วนรถยนต์ งานวิเคราะห์สินค้าคงคลัง หน่วยงานที่ใช้ ได้แก่ องค์การนาซา AT&T เป็นต้น
2.คอมพิวเตอร์เมนเฟรม หรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe Computer) เก็บเป็นตู้แหลก มีประสิทธิภาพรองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ รองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายร้อยคนในเวลาเดียวกัน ประมวลผลด้วยความเร็วสูง มีหน่วยความจำหลักขนาดใหญ่
3.มินิคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง (Minicomputer) ประสิทธิภาพในการทำงานในด้านความเร็ว และจัดเก็บข้อมูลน้อยกว่าเมนเฟรม แต่สูงกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ รองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายคน ใช้กับธุรกิจขนาดกลาง เช่น การทำงานด้านบัญชีขององค์การ
4.คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีขนาดเล็กสำหรับโต๊ะทำงาน สถานศึกษา บ้าน ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์มีแบบวางนอน และแนวตั้ง เรียกว่า ทาวเวอร์ ประเภทคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
5.คอมพิวเตอร์โน้ตบุค (แล็ปท๊อปคอมพิวเตอร์) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีขนาดเล็ก บาง น้ำหนักเบา พกพาไปใช้ในสถานที่ต่างๆ ใช้กับไฟฟ้ามาตรฐานทั่วไป และแบตเตอรี่ ปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์พกพาอีกชนิด คือ Tablet PC คอมพิวเตอร์น้ำหนักเบา หมุนได้ 180 องศา มีแป้นพิมพ์แยกต่างหาก รับข้อมูลโดยใช้ปากกาพิเศษ (Stylus) แบบสัมผัส บนจอได้
6.Hand held Personal Computer หรือ Palmtop Computer คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กที่สุด เรียกว่า พีดีเอ (PDA) ย่อมาจาก Personal Digital Assistant ใช้ปากกา สไตลัส เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูล พีดีเอที่นิยมใช้ปัจจุบัน เช่น Pocket PC และ Palm
7.คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded Computer)นิยมน ามาใช้ท างานเฉพาะด้าน เช่น เครื่องเล่นเกม ระบบเติม  น้ำมันอัตโนมัติ โทรศัพท์มือถือ ตู้ร้องคาราโอเกะ

เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์(Hardware) 
โดยทั่วไปหมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ต่อพ่วงเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบหลัก 6 ส่วนคือ
          1. อุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices) เป็นอุปกรณ์ซึ่งท าหน้าที่รับข้อมมูลเข้าเพื่อเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถ ประมวลผลได้
          2.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือ ซีพียู (CPU)เป็น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วยส่วนใหญ่ ๆ 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุมทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ควบคุมการเขียนอ่านข้อมูลระหว่างหน่วยความจำของซีพียู ควบคุมกลไกการทำงานทั้งหมดของระบบ ควบคุมจังหวะเวลา โดย มีสัญญาณนาฬิกา เป็นตัวกำหนดจังหวะการทำงาน หน่วยคำนวณและ ตรรกะ เป็นหน่วยที่มีหน้าที่น าเอาข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสองมาประมวลผลทางคณิตศาสตร์ และตรรกะ เช่น การบวก การลบ การเปรียบเทียบ และ การสลับตัวเลข เป็นต้นการคำนวณทำได้เร็วตามจังหวะการควบคุม ของหน่วยควบคุม
          3.หน่วยความจำหลัก (Main Memory) เป็น ชิบหรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้บันทึกโปรแกรมหรือข้อมูล หน่วยความจำหลักจะ บรรจุอยู่บนแผงวงจรหรือเรียกว่าเมนบอร์ด หน่วยความจำจะใช้หน่วยเป็น ไบต์ กิโลไบต์ กิกะไบต์ หน่วยความจำมี 3 ประเภท คือ • หน่วย ความจำแรม เป็นอุปกรณ์หรือแผงวงจรที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำแรมบางครั้งเรียกว่าหน่วยความจำชั่วคราว (Volatile Memory) • หน่วยความจำรอม เป็นหน่วยความจำที่บันทึกข้อสนเทศและคำสั่งเริ่มต้นของระบบ คุณสมบัติเด่น ของรอมคือ ข้อมูลและคำสั่งจะไม่ถูกลบหายไปถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไม่มี กระแสไฟฟ้าหล่อ เลี้ยงแล้วก็ตาม 
          4.อุปกรณ์แสดงผล (Output Devices) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลที่ได้จากการ ประมวลผลข้อมูล ได้แก่ จอภาพ โทรศพท์ ปริ้นเตอร์
          5.อุปกรณ์การสื่อสาร (Communication Devices) ได้แก่ โทรศัพท์ 
          6.อุปกรณ์เก็บข้อมูลส ารอง (Storage Devices) ใช้ส าหรับจัดเก็บโปรแกรมและข้อมูลเพื่อใช้ ในการประมวลผลโดยสามารถจัดเก็บไว้ได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงก็ตาม


อ้างอิง

https://www.google.co.th/search?biw=1440&bih=745&tbm=isch&sa=1&ei=yMwIXMfiNoeHyAOX3IKABw&q
https://th.wikipedia.org/wiki



แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2

1. ประเภทของคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง 
2. จงบอกขั้นตอนการทำงานพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์ 
3. จงยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับข้อมูล 5 ประเภท 
4. จงหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานด้านเอกสารมา 2 รุ่น 
5. จงหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานด้านการตัดต่อวิดีโอมา 2 รุ่น

1. ประเภทของคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง 
ตอบ 1.ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เก็บเป็นห้อง มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด มีราคาสูงมาก การประมวลผลทำได้พันล้านคำสั่งต่อวินาที ปัจจุบันใช้กับงานออกแบบชิ้นส่วนรถยนต์ งานวิเคราะห์สินค้าคงคลัง หน่วยงานที่ใช้ ได้แก่ องค์การนาซา AT&T เป็นต้น
2.คอมพิวเตอร์เมนเฟรม หรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe Computer) เก็บเป็นตู้แหลก มีประสิทธิภาพรองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ รองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายร้อยคนในเวลาเดียวกัน ประมวลผลด้วยความเร็วสูง มีหน่วยความจำหลักขนาดใหญ่
3.มินิคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง (Minicomputer) ประสิทธิภาพในการทำงานในด้านความเร็ว และจัดเก็บข้อมูลน้อยกว่าเมนเฟรม แต่สูงกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ รองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายคน ใช้กับธุรกิจขนาดกลาง เช่น การทำงานด้านบัญชีขององค์การ
4.คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีขนาดเล็กสำหรับโต๊ะทำงาน สถานศึกษา บ้าน ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์มีแบบวางนอน และแนวตั้ง เรียกว่า ทาวเวอร์ ประเภทคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
5.คอมพิวเตอร์โน้ตบุค (แล็ปท๊อปคอมพิวเตอร์) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีขนาดเล็ก บาง น้ำหนักเบา พกพาไปใช้ในสถานที่ต่างๆ ใช้กับไฟฟ้ามาตรฐานทั่วไป และแบตเตอรี่ ปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์พกพาอีกชนิด คือ Tablet PC คอมพิวเตอร์น้ำหนักเบา หมุนได้ 180 องศา มีแป้นพิมพ์แยกต่างหาก รับข้อมูลโดยใช้ปากกาพิเศษ (Stylus) แบบสัมผัส บนจอได้
6.Hand held Personal Computer หรือ Palmtop Computer คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กที่สุด เรียกว่า พีดีเอ (PDA) ย่อมาจาก Personal Digital Assistant ใช้ปากกา สไตลัส เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูล พีดีเอที่นิยมใช้ปัจจุบัน เช่น Pocket PC และ Palm
7.คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded Computer)

2. จงบอกขั้นตอนการทำงานพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์
ตอบ 



คอมพิวเตอร์จะมีวงจรการทำงานพื้นฐาน 4 อย่าง (IPOS cycle)
1. รับข้อมูล (Input) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการรับข้อมูลจากหน่วยรับข้อมูล (input unit) เช่น คีย์บอร์ด หรือ เมาส์ 2. ประมวลผล (Processing) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลกับข้อมูลแปลงให้อยู่ในรูปอื่นตามที่ต้องการ 3. แสดงผล (Output) เครื่องคอมพิวเตอร์จะให้ผลลัพธ์จากการประมวลผลออกมายังหน่วยแสดงผลลัพธ์ (output unit) เช่นเครื่องพิมพ์ หรือจอภาพ 4. เก็บข้อมูล (Storage) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการเก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูล เพื่อให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในอนาคต

3. จงยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับข้อมูล 5 ประเภท
ตอบ  1. แป้นพิมพ์หรือคีบอร์ด ทำหน้าที่ รับข้อมูลในลักษณะการป้อนข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ โดยการสั่งงาน หรือส่งข้อมูลคำสั่งผ่านแป้นต่าง ๆ บนแป้นพิมพ์ ปัจจุบันแป้นพิมพ์มีทั้งแบบเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ด้วยสาย ส่งสัญญาณและแป้นพิมพ์แบบไร้สาย
2. เมาส์ ทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้ใช้เพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยการชี้และเลือกคำ สั่งต่าง ๆ บนจอภาพ ผ่านตัวชี้หรือเมาส์พอยน์เตอร์ ด้วยการคลิก คลิกขวา และดับเบิ้ลคลิก คำสั่งที่ต้องการ
3. กล้องดิจิทัล สามารถ รับข้อมูลได้ทั้งรูปแบบภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง จะมีการบันทึกข้อมูล ไว้ในหน่วยบันทึกข้อมูล เมื่อผู้ใช้ต้องการรับข้อมูลจากกล้องก็เชื่อมต่อกล้องดิจิทัลโดยผ่านสายสัญ ณาณคอมพิวเตอร์ก็จะอ่านค่าในหน่วยบันทึกข้อมูลของกล้อง
4. สแกนเนอร์ คือ ฮาร์ดแวร์ที่ใช้สำหรับรับข้อมูลต่าง ๆ เช่น รูปถ่าย ภาพวาด ข้อความ สัญลักษณ์ ให้อยู่ในรูปแบบของไฟล์ภาพ 5. เครื่องอ่านรหัสโอซีอาร์ มี หลักการทำงานด้วยการอ่านข้อมูลจากแสงในลักษณะพาดขวาง แล้วเปลี่ยนรหัสให้เป็นสัญญาณหรือข้อมูลดิจิทัล ช่วยลดความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลและช่วยให้ทำงาน
ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น เครื่องอ่านบาร์โค้ด

4. จงหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานด้านเอกสารมา 2 รุ่น  ตอบ









5. จงหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานด้านการตัดต่อวิดีโอมา 2 รุ่น
ตอบ  










สรุปบทเรียนบทที่1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ 

Management Information System : MIS )

            ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ( MIS)  หมายถึง   ระบบที่รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอกองค์การอย่างมีหลักเกณฑ์ เพื่อนำมาประมวลผลและจัดรูปแบบให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการทำงาน และการตัดสินใจในด้านต่าง ๆ ของผู้บริหาร
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการจะประ กอบด้วยหน้าที่หลัก  2 ประการ คือ 
           1. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ
           2. สามารถทำการประมวลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
หน้าที่หลักของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ


ความสำคัญและผลกระทบของระบบสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจ
          1. ระบบสารสนเทศช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับการทำงาน
          2. บุคลากรทุกคนต้องมีความรู้เกี่ยวกับ MIS
       3. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจและการบรรลุเป้าหมายขององค์กรมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการแข่งขันทางธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการแข่งขันทางธุรกิจมี  ประการ คือ       1. การรวมตัวของระบบเศรษฐกิจโลก  ก่อให้เกิดกระบวนการโลกาภิวัฒน์ของตลาด ที่เกิดการบูรณาการ ของทรัพยากรทางธุรกิจและการแข่งขันทั่วโลก
           2. การปรับปรุงของระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มีการปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อ ตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า

ลักษณะและระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

            1. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในการวางแผน นโยบาย กลยุทธ์  และการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง ( Top  management )
            2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในส่วนยุทธวิธีการวางแผนการปฎิบัติและการตัดสินใจผู้บริหารระดับกลาง (Middle management )
           3. ผู้บริหารระดับล่าง ( Bottom   management ) จะเป็นผู้ใช้สารสนเทศเพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน เช่น  สารสนเทศในการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม
           4. ระบบสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลในขั้นตอนนี้พนักงานจะต้องมีการเก็บรวมรวม
ข้อมูลและป้อนข้อมูลสู่กระบวนการประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศออกมานำเสนอต่อผู้บริหาร
ระบบย่อยสารสนเทศเพื่อการจัดการ



            1. ระบบประมวลผลรายการ เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานประจำขององค์กร  เช่น  การบันทึกรายการบัญชี  การบันทึกยอดขายต่อวัน  การบันทึก

            2. ระบบการจัดการรายการ ระบบนี้ช่วยในการจัดเตรียมรายการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้เป็นการบันทึกข้อมูลอย่างวางในขั้นตอนระบบประมวลผลรายการ

            3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการจัดรูปแบบข้อมูล การนำข้อมูลใช้และรายงานข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้บริหารระดับต่างๆ                                 4. ระบบสารสนเทศสำนักงานเป็นระบบสารสนเทศที่ใช้ในสำนักงานโดยอาศัยอุปกรณ์พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องสแกนเนอร์ เครื่องโทรสาร  และโปรแกรมต่างๆ
คุณสมบัติของสารสนเทศเพื่อการจัดการ
            1. ความสามารถในการจัดการข้อมูล
            2. ความปลอดภัยของข้อมูล
            3. ความยืดหยุ่น
            4. ความพอใจของผู้ใช้
บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ



            1. หัวหน้างานระดับต้น   มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานงานแบบวันต่อวัน ได้แก่ หัวหน้างาน   วางแผน และแก้ปัญหาประจำวัน
              2. ผู้จัดการระดับกลาง ทำหน้าที่ควบคุมและประสานงานระหว่างหัวหน้างานระดับปฎิบัติการและผู้บริหารระดับสูงมีการประสานงานทำให้หัวหน้างานระดับสูง
              3. ผู้บริหารระดับสูง เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำการกำหนดวิสัยทัศน์  ทิศทาง และวางนโยบาย และแผนงานระยะยาวขององค์กรและผลการปฏิบัติงานขององค์กร มาวิเคราะห์
บุคลากรในหน่วยงานสารสนเทศ

             1. หัวหน้าพนักงานสารสนเทศ ทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการบริหารระบบสารสนเทศธุรกิจ

             2. นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ ทำหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบงาน
             3. ผู้เขียนชุดคำสั่ง ทำหน้าที่ดูแล ทำหน้าที่เขียนชุดคำสั่งเพื่อควบคุมและสั่งงาน
3.1 ผู้เขียนชุดคำสั่งสำหรับระบบ ทำหน้าที่ปรับปรุง และแก้ไขชุดคำสั่ง
3.2 ผู้เขียนคำสั่งสำหรับใช้งาน ควบคุมดูแลและเก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดคำสั่ง
             4. ผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
             5. ผู้จัดตารางเวลา จัดตารางเวลาการใช้คอมพิวเตอร์
             6. พนักงานจัดเก็บและรักษา เก็บรักษาและจัดทำรายการของอุปกรณ์
             7. พนักงานจัดเตรียมข้อมูล ทำหน้าที่ในการทำงานจัดเอกสารเบื้องต้นมาจัดอยู่ในรูปแบบที่เครื่องทำความเข้าใจได้
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
             1. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์
             2. ช่วยผู้ใช้งานในการกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์และวางแผนปฏิบัติการ
             3. ช่วยผู้ใช้ในการตรวจสอบผลการดำเนินงาน
             4. ช่วยผู้ใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
             5. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นเพื่อหาวิธีควบคุม
             6. ช่วยลดการใช้จ่าย

อ้างอิง

https://www.google.co.th/search?q=หน้าที่ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ&source
https://www.google.co.th/search?q=หน้าที่ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ&source
http://mindphp.com

แบบฝึกหัดบทที่9 1.Geographic Information System หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ระบบ คอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการน าเข้า จัดเก็บ จัดเตรียม ดัดแปลง...